วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเดินทางที่แสนพิเศษ ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี ประเทศมาเลเซีย21-25 มกราคม 2556

วันจันทร์ ที่ 21 มกราคม 2556 สวัสดียามเช้าค่ะทุกคน วันนี้อากาศดีเหมาะแก่การเดินทาง เวลา 07.00 น. พวกเราInter ปี1 และดร. ปรีชา พร้อมด้วยพี่เชน ได้เดินทางขึ้นรถตู้ของมหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี โดยมีลุงชัติ คนขับรถประจำตำแหน่ง เป้าหมายของการเดินทางของพวกเราในวันนี้คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างการเดินทางพวกเราก็ได้จัดตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งได้แก่แอม ทำหน้าที่เป็น รปภ. ก็ทำหน้าที่คอยดูแลเรื่องการจัดตำแหน่งที่นั่งของแต่ละคนคอยดูแลผู้โดยสารในรถตู้ ตรวจดูว่าคนมาครบไหม ทุกครั้งที่ขึ้นและลงตลอดการเดินทาง ต่อมา ออย เป็นฝ่ายพยาบาล ออยจะคอยทำหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องยา เรื่องการเจ็บป่วยของทุกคน คอยบริการเรื่องยา ตลอดการเดินทาง ต่อมา ฝ่ายเหรัญญิก ผู้ทำหน้าที่นั้นคือ นุ จะคอยบันทึกรายจ่ายตลอดการเดินทางไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าที่พักโรงแรม ค่าใช้จ่ายที่ดร.ปรีชา ได้จ่ายตลอดการเดินทาง และค่าอาหารบางส่วนที่อาจารย์ จ่ายให้พวกเรา ต่อมา ฝ่ายช่างภาพ ผู้ได้รับหน้าที่นี้คือ นิ้ง กับเบ้ จะคอยบันทึกภาพตลอดการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ต่อมา ฝ่าย เลขานุการ คือแพร จะทำหน้าที่คือคอยติดตาม ดร.ปรีชา คอยดูแล คอยจดสรุปการประชุมของแต่ละวันทุกครั้ง ต่อมาฝ่ายประสานงาน คือปอ จะทำหน้าที่คอยติดตามพี่เชน เรื่องการเดินทาง เรื่องที่พัก พี่เชนไปไหน ปอก็ไปด้วย และฝ่ายสุดท้ายเลยขาดสองคนนี้ไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีฝ่ายนี้ บันทึกการเดินทางครั้งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ฝ่ายวิชาการ คือ แนน น้ำ การทำงานหน้าที่ของฝ่ายนี้คือ ต้องบันทึกการเดินทางตั้งแต่ก้าวขึ้นรถเป็นต้นไป จะคอยบันทึกเรื่องราวการเดินทาง ลงในบันทึกการเดินทางเล่มนี้ บอกได้เลยว่า ตลอดการเดินทางฝ่ายวิชาการแอบหลับไม่ได้เลย อย่างเช่นทุกสิ่งทุกอย่างทีเกิดขึ้นก็ได้ถูกบันทึกลงสมุดเล่มนี้ ก็ต้องคอยหาเครื่องดื่มชูกำลังติดตัวตลอด ก็เช้าวันนี้น้ำก็ซื้อ M150,อิชิตัน Nescafe ซึ่งกลัวหลับเป็นอย่างมาก เพราะทุกๆครั้งแล้วตลอดการเดินทางเราก็ชอบที่จะนอน แต่เนื่องจากเราได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการนี้ จะหลับก็อย่างไงอยู่ เลยต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดอุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมากมายแค่ปากกากับสมุดจด และความพร้อมทางร่างกาย หลังจากทราบตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคนแล้วเราก็จะมาพูดคุยถึงเรื่องการเดินทางกันต่อก็เวลา 07.13 น. ระหว่างการเดินทาง พวกเราก็ได้จัดกิจกรรมเซอร์ไพรส์วันเกิดเอี๊ยมโดยการซื้อเค้กแล้วก็ร้องเพลงให้ ซึ่งกิจกรรมนี้ก็ได้สร้างความประทับใจให้เอี๊ยมเป็นอย่างมาก เพราะคงจะงงๆ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 07.37 น. พวกเราก็เดินทางมาถึง อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ระหว่างการเดินทางทุกคนต่างก็มีการพูดคุยกันบ้าง เล่นมุกแซวกัน เผาๆกันในกลุ่ม บางคนก็นอน บางคนก็กิน บางคนก็นั่งทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย และที่สำคัญเลย บางคนนอน (แอบอิจฉา) โดยที่เราก็ทำหน้าที่สำรวจการเดินทาง เวลา 07.47 น. ได้เดินทางมาถึง จ.อ่างทอง ระหว่างการเดินทางก็มีเพลงเพราะๆ ให้ฟัง เวลา08.18 น.เดินทางถึง จ.สุพรรณบุรี ก็เท่าที่เห็นๆ แล้ว สุพรรณบุรีนี่เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านที่นี่นิมยมทำไร่ ทำนากัน ตลอดการเดินทางจะเห็นทุ่งนาและที่เห็นๆ ผ่านตาจะพบเป็นศูนย์การค้าน่าจะเป็นศูนย์การค้าขึ้นชื่อของที่นี่ มีชื่อว่า เอกชัยก็จะมีพวกขนมสาลี่เป็นสินค้าชื่อดังของที่ จ. สุพรรณบุรี ต่อจากนั้นเราก็เดินทางมาถึง จ. นครปฐมในเวลา 09.15 น. ผู้คนส่วนมากจะนิยมค้าไม้กัน ต่อมาซึ่งจะเป็นบางช่วง จะแวะเข้าปั๊มโดยจะให้เวลา 10-15 น. แวะทำภารกิจส่วนตัวและหลังจากนั้นก็เดินทางกันต่อ 10.03 ได้เดินทางมาถึง จ. ราชบุรี ก็จะพบร้านค้าขายโอ่ง การปั้นโอ่งขาย ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้า OTOP ของที่ราชบุรีเลยะเห็นการตกแต่งลวดลายของโอ่งได้สวยงามมาก และเมื่อนั่งรถผ่านไปเรื่อยๆ จะพบร้านขายไชโป๋หวาน คาดว่าน่าจะเป็นของดีเมืองราชบุรี หลังจากนั่งรถผ่านไปหลายจังหวัด มันก็ผ่านไปหลายชั่วโมง ก็เริ่มรู้สึกหิวแล้ว อยากรู้จังเขาจะพาเราไปรับประทานอาหารทีจังหวัดไหน 10.47 น. พวกเราก็เดินทางมาถึง จ.เพชรบุรี ก็จะเห็นบริเวณข้างๆ ทางจะพบแต่ร้านค้าที่ขายขนมหม้อแกง 11.40 น.ก็เดินทางมาถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งของขึ้นชื่อคือสับปะรด เวลา 11.55 น. พวกเราก็เดินทางมารับประทานอาหารที่ปั๊มป.ต.ท. ที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็จะเป็นร้านอาหารในปั๊ม ซึ้งภายในร้านก็จะมีอาหารต่างๆ ให้เลือกซื้อ เช่น ข้าวราดแกงต่างๆ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยว และร้านขายส้มตำ ก็หลังจากที่เรารับประทานอาหารเสร็จ เวลา 12.20 น. พวกเราก็เดินทางต่อ ต่อมาหลังจากกินข้าวเสร็จหนังตาก็หย่อนเลยแอบหลับไปซักหน่อย(แอบละเลยหน้าที่เบาๆ 555+) และช่วงที่มีใครคนใดคนหนึ่งหลับมันก็จะมีพวกชอบแกล้ง มันจะถ่ายรูปคนที่หลับ ซึ่งก็เป็นกิจกรรมเล็กๆน้อยของเพื่อนๆในห้องสร้างสีสันในการเดินทางดีค่ะ หลับไปได้สักครู่นึงก็ได้ยินเสียงอาจารย์พูดว่า “ถึงจังหวัดชมพรแล้ว” พอเราได้ยินก็ตื่นมาทำหน้าที่ต่อ 15.50 น. ถึง จ.ชุมพร ก็จะเห็นบริเวณรอบๆ จะมีต้นมะพร้าวเรียงรายเต็มไปหมด จะมีภูเขาล้อมรอบ พอขับไปอีกหน่อยก็จะพบเห็นเป็นละแวกร้านค้าจะมีกล้วยเล็บมือนาง และไข่เค็มไชยา น่าจะเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของที่ จ.ชุมพรนะค่ะ ก็ตลอดเวลาการเดินทางเพื่อนๆในห้องก็จะจับกลุ่มสนทนา เผากัน เล่นๆ กันอย่างสนุกสนานกันบนรถตู้ก็เพลิดเพลินดีทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ 16.40 น. ถึง จ.สุราษฎร์ธานีเวลาประมาณ 17.00 น. แวะปั๊มป.ต.ท. ที่ จ. สุราษฎร์ธานี เป็นการเริ่มต้นการเรียนนอกสถานที่ครั้งแรก สถานที่ในการเรียนก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล ก็ยืนเรียนกันอยู่หน้าห้องน้ำ บรรยากาศดีสุดๆ อาจารย์ก็สอนให้อ่านคำศัพท์ในบทที่5 พร้อมกับบอกให้พวกเราฝึกอ่านกันบนรถตู้ในระหว่างการเดินทาง เพื่อใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และเมื่อถึงโรงแรมเคียงคีรีเมื่อไหร่จะมีการสอบอ่าน 18.15 น. ถึง จ.นครศรีธรรมราช ก็ขับรถเดินทางต่อ 19.00 น. แวะรับประทานอาหารที่ร้านขายข้าวมันไก่ในตัวเมือง ทุกคนต่างก็สั่งข้าวมันไก่กินกัน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว หลังจากนั้นก็แวะซื้อปาท่องโก๋ กับโรตี รสชาติบอกได้เลยว่า “อร่อย” แถม ราคาถูก ที่นครศรีธรรมราชเขาขายของถูกนะ ขนาดปาท่องโก๋ เขาขายในราคาตัวละ1 บาท แต่บ้านเราขาย 2 ตัว 5 บาท แถมที่นครศรีธรรมราชเขายังมีสังขยาใบเตย ให้จิ้มกินคู่กับปาท่องโก๋ พอได้กินเข้าไปคำแรกบอกได้เลยอร่อยมากค่ะ คนที่นี่เขาใจดีนะค่ะ ดูมีมิตรไมตรีดี ขณะเดินผ่านยังยิ้มให้เลย หลังจากซื้อของกินเสร็จ ก็ขึ้นรถเดินทางต่อ ระหว่างการเดินทางบรรยากาศรอบข้างก็น่ากลัว เพราะที่นี่ไม่ค่อยมีไฟบนถนนเลย น้อยนักที่จะมี แถมขับรถผ่านก็มีงานศพด้วย ยิ่งเพิ่มความกลัวไปอีก เราก็เลยสร้างบรรยากาศทายคำถามอะไรเอ่ย? เพื่อนก็แซวเล่นกันขำๆ ด้วยความที่ตอนนั้นมันเป็นเวลาค่ำ ก็มีการหลงทางกันบ้าง พี่เชนก็เลยลงรถไปถามทางเพื่อที่จะหาทางไปโรงแรมเคียงคีรี 20.11 ถึงโรงแรมเคียงคีรี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้พวกเราแยกย้ายเข้าห้องนำกระเป๋าและสัมภาระไปเก็บที่ห้องแล้วให้ลงมาหน้าล๊อบบี้ชั้นล่างเพื่อสอบอ่านบทที่ 5 หลังจากที่สอบเสร็จเวลาประมาณ 20.40 น. อาจารย์นัดประชุม และบอกถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตอยู่ในที่นี้ ข้อห้าม สิ่งที่ไม่ควรทำ และบอกโปรแกรมการเดินทางในวันพรุ่งนี้ว่าจะไปไหนกัน หลังจากประชุมเสร็จทุกคนต่างก็ย้ายกันเข้าห้องนอน ครั้งแรกที่ได้มาเห็นสภาพโรงแรมเคียงคีรี บอกได้เลยว่า บรรยากาศน่ากลัวมากค่ะ มันดูเงียบๆ วังเวง การตกแต่งคล้ายเทพธานีบ้านเรา ก่อนหน้านี้ที่อยู่บนรถ พี่เชนได้เล่าเรื่องผีให้ฟังบนรถตู้ว่าที่โรงแรมนั้นมีคนผูกคอตาย เลยทำให้พวกเรายิ่งกลัวเข้าไปอีก การนอนที่เคียงคีรีจะแบ่งเป็นห้องละ 2 คน ซึ่งบรรยากาศหน้ากลัวมาก อยากบอกว่าห้องที่เรานอนนี่รีโมทแอร์ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน ? พอตกช่วงกลางคืนอากาศหนาวมากจนต้องลุกขึ้นไปกดสวิตซ์ปิดแอร์ ที่นี่เขามีสัญญา Wifi internet ด้วยค่ะ บรรยากาศในห้องนอนน่ากลัวจริงๆ แต่ด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวันจากการเดินทาง ทำให้พวกเราสามารถนอนหลับลงได้ในเวลา 23.00 น. วันอังคารที่ 22 มกราคม 2556 สวัสดียามเช้าของการเดินทางค่ะ วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะวันนี้มีโปรแกรมจะไปไหว้พระที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหารและเดินทางไป จ.สตูลค่ะ เวลา 07.30 รับประทานอาหารเช้าที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ราคาต่างไม่ได้ต่างจากบ้านเราเท่าไหร่ อาจแพงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ 1 อย่าง 20 บาท 2 อย่าง 25 บาท 3 อย่าง 30 บาท จะโรงอาหารจะแบ่งเป็น 2 โซน โซนA อาหารอิสลาม โซน B อาหารทั่วไป คนที่นี่เขากินอาหารรสจัด อาจมีเค็มบ้าง เผ็ดบ้างแต่ก็อร่อยดีค่ะ พอดีว่าเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย หลังจากกินข้าวเสร็จ อาจารย์ก็ให้พวกเราแวะซื้อหมากมากินกัน ตอนแรกงงมาก “ฮะ! กินหมาก อาจารย์ล้อเล่นใช่ไหมค่ะ หนูเกิดมา 19 ปี ยังไม่เคยกินเลย” นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเรากินหมาก คิดๆ อยู่ว่าคนแก่กินเข้าไปได้ยังไง รสชาติฝาดก็ฝาดขมก็ขม ลิ้นเฝื่อนหมด พอกัดหมากและใบพูเข้าปากเท่านั้นแหละ รู้เลยมันอธิบายเป็นคำพูดมากไม่ได้กว่านี้อีกแล้วต้องลองค่ะ ในระหว่างนั้นก็มีนักศึกษาของที่นั่น เดินสวนทางมา เราก็เลยถามไปว่า “เธอที่นี่เขากินหมากกันด้วยหรอ เธอกินหมากไหม “ เราก็ถามเขาไปอย่างซื่อๆ เธอก็บอกเรามาว่า “เอาไว้ให้คนแก่กินค่ะ พวกเราไม่นิยมกินกันหรอกค่ะ” พอได้ฟังคำพูดของเธอคนนั้นพูดจบเราก็คายทิ้งเลย จ้า อยากบอกอาจารย์ว่า หลอกพวกเราให้หลงกินหมาก แต่ก็สนุกดีค่ะ ไม่ลองไม่รู้ และคิดว่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะกินมัน555+ อาจารย์บอกว่าที่ให้กินหมาก เพราะต้องการให้พวกเราได้เรียนรู้ อารยะธรรมของคนไทย ว่ากินหมากและให้พวกเราได้รู้ว่าพวกเรามักจะทำตัวเลียนแบบวัฒนธรรมของชาวตะวันตก หลังจากนั้นอาจารย์ก็สอนให้พวกเราอ่านบทที่ 5 แล้วก็มี การประชุมจุดมุ่งหมายการเดินทางในวันนี้ 08.29 น. ขึ้นรถตู้เดินทางออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เช้าวันนี้พวกเราจะเดินทางไปวัดมหาธาตุวรมหาวิหาร ตลอดระยะทางการเดินทาง ฝนก็ตกตลอดทางเลยค่ะ อากาศเย็นสบาย 8.55 น. ถึงวัดมหาธาตุวรมหาวิหาร พวกเราก็กำลังลงจากรถ ขายังไม่ถึงพื้นเลย อยู่ๆก็มีแม่ค้าเอาดอกไม้มาขายให้ การขายของเขานี่อุจอาจมากคะ บริการถึงมือเลยค่ะ พวกเรางงเลย ซื้อไปด้วยความงง หลังจากนั้นก็เดินเข้าไปในวัด เห็นเลยข้างในก็มีดอกไม้ธูปเทียนขาย ถ้ารู้ว่าข้างในมีขายนะจะไม่ซื้อข้างนอก เพราะซื้อในวัดถือว่าได้ทำบุญให้กับวัด หลังจากไหว้พระเสร็จพวกเราก็ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ วัด บริเวณลานกว้างของวัดด้านหน้าจะมีฝูงนกพิราบเต็มไปหมดเลย พวกเราก็ซื้อข้าวเปลือกให้มันกินกันแล้วก็ถ่ายรูปเล่นกัน เวลา 09.24 น. ขึ้นรถเตรียมเดินทางต่อ 10.23 น. ถึงจ.พัทลุง 11.10 น. แวะเข้าปั๊มทำภารกิจส่วนตัว และซื้อเครื่องดื่ม ขนมไว้กินกันบนรถ งานนี้ต้องขอบคุณอาจารย์ เพราะอาจารย์ได้ซื้อกล้วยไข่ ให้พวกเราได้กินกันบนรถตู้ระหว่างการเดินทาง 12.13 น. ถึง จ.สตูล ตั้งแต่มาถึงสตูลนี้ระหว่างการเดินทาง ก็มองหาวัด แทบจะไม่มีเลย มองไปก็เจอแต่มัสยิสถ์ ตอนนี้พวกเราก็กำลังเดินทางหา โรงแรมที่พวกเราจะไปพักกันในวันนี้นะคะ 12.48 ถึงแล้ว โรงแรมสินเกียรติบุรี ก็หลังจากที่โรงแรมก็ย้ายย้ายกันเข้าห้องของตัวเอง อาจารย์ก็นัดสอบอ่านบทที่5 เวลา14.00 น. พี่เชนกับปอก็เดินทางต่อไปยังท่าเรือ โดยพี่เชนขึ้นเรือข้ามฝั่งไปเกาะลังกาวีเพื่อที่จะติดต่อจองที่พักในโรงแรมใน ลังกาวี พวกเราก็ไปกินข้าวกันบริเวณข้างๆ โรงแรม ก็จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง และก็ขายก๋วยเตี๋ยวทั่วๆ ไป ส่วน หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็กลับโรงแรมไปเตรียมตัวสอบอ่านบทที่5 กัน หลังจากสอบเสร็จอาจารย์ก็ปล่อยพวกเราให้พักผ่อนตามอัธยาศัยแล้วตอนเย็นอาจารย์จะนัดพวกเราไปกินข้าวข้างนอกอีกครั้งตอน 18.00 น. พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักของตนเอง บรรยากาศในโรงแรมดีค่ะ สภาพของโรงแรมอยู่ในระดับดีเลย เพราะเป็นโรงแรมเอกชน ที่นี่มีสัญญาณInternet wifi ด้วยค่ะ แต่ไม่ฟรีค่ะเสียเงิน 18.00 น. เดินทางไปรับประทานอาหารที่ ร้านน้องณี ก็จะเป็นร้านอาหารทะเล หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็เดินทางกลับโรงแรม 19.00 น. เดินทางกลับถึงโรงแรมอาจารย์ก็นัดสอบบทที่5 อีกครั้งนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของการเรียนการสอนนอกสถานที่ ของพวกเรา วันนี้ก็จะเป็นการสอบการอ่านแบบเข้ม งานนี้ต้องขอบคุณ ปอ กับพี่นุ่น ที่ช่วยแนะนำ ช่วยสอนพวกเราในการอ่านออกเสียง สอบเสร็จบทที่5 เวลา20.30 อาจารย์ก็นัดประชุมสรุปการเดินทางวันนี้ และก็บอกเกี่ยวกับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ พวกเราจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย เกาะลังกาวี อาจารย์และพี่เชนก็สอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมของที่นั่น แนะนำการแลกเงิน การเดินทาง การใช้ชีวิตที่นั่น หลังจากประชุมเสร็จก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอนของตัวเอง และฝ่ายวิชาการก็ส่งบันทึกประจำวันส่งอาจารย์ และฝ่ายเลขานุการก็บันทึกการประชุมก็ส่งบันทึกการประชุมให้กับอาจารย์ วันพุธ ที่ 23 มกราคม 2556 สวัสดียามเช้าของวันที่สามของการเดินทางค่ะ ก็วันนี้อากาศดีค่ะ หลังจากที่ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จพวกเราก็เก็บสัมภาระและเตรียมเดินทางลงมาชั้นล่างหน้าล๊อบบี้ของโรงแรม 07.49 น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมสินเกียรติบุรี งานนี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะเพราะอาจารย์ใจดี เลี้ยงอาหารเช้าให้พวกเราทุกคน อาจารย์บอกพวกเรามีการพัฒนาการการอ่านที่ดีขึ้น ประสบผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีกันทุกคน 08.03 น. ขึ้นรถเตรียมเดินทางออกจากโรงแรมสินเกียรติบุรี เป้าหมายการเดินทางในวันนี้คือเกาะลังกาวีค่ะ โดยตอนนี้พวกเรากำลังเดินทางไปที่ท่าเรือตำมะลัง เพื่อที่จะขึ้นเรือข้ามฝั่งไปยังประเทศมาเลเซีย เกาะลังกาวี ค่ะ 08.19 ถึงท่าเรือตำมะลัง ตอนนี้เช้ามากค่ะ ท่าเรือตำมะลังฝั่งบ้านเราคน ไม่พลุกพล่านมากนัก.. พวกเราก็ส่งพาสปอร์ตให้พี่เชนและเงินคนละ600บาทเพื่อ ซื้อตั๋วระบุที่นั่งพร้อมด้วยพาสปอร์ต ตกคนละ 300 บาท ไป-กลับ ก็600 บาท หลังจากนั้นพวกเราแลกเงินมาเลเซียกันค่ะ เงินสกุลมาเลเซีย (Ringgit Malaysia) 1 ริงกิตมาเลเซีย แบ่งเป็น 100 เซ็น (รหัสเงินตรา MYR) สัญลักษณ์คือ RMคำว่า Ringgit ในภาษามาเลย์แปลว่า "เป็นหยัก ๆ" ซึ่งอ้างถึงขอบหยัก ๆ ของเหรียญเงินสเปนที่ใช้แพร่หลายในพื้นที่ ธนบัตรทุกใบของมาเลเซีย 1 ด้าน เป็นภาพของตนกู อับดุล ราห์มาน (Tunku Abdul Rahman Putra Al-Haj ibni Almarhum Sultan Abdul Hamid Shah) ซึ่งเป็นผู้นำการเรียกร้องเอกราช และนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย ที่ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งประเทศมาเลเซีย (Bapa of Malaysia)1 RM = 9.75 บาท ไทยค่ะ นี่ก็จะเป็น ธนบัตรของมาเลเซียค่ะ หลังจากแลกเงินเสร็จก็ถ่ายรูปรวมหมู่คณะ 08.55 น. ปั๊มตั๋วตรวจคนเข้าเมืองค่ะ 09.08 หลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นเรือ ferry เพือที่จะข้ามฟากไปยังเกาะลังกาวี ค่ะ ตอนนี้พวกเราทุกคนก็ได้มานั่งอยู่บนเรือ ferry บรรยากาศบนเรือก็เย็นสบายค่ะ นี่เป็นครั้งแรกของพวกเราที่ได้ขึ้นเรือ ferry เบาะนั่งในเรือเป็นแบบ 3 แถว พร้อมทีวีและหนังให้ดูถ้ากลัวเบื่อ งีบหนึ่งก็ถึงแล้ว.. 09.44 น. เรือกำลังเคลือนตัวเพื่อที่จะเดินทางไปยังเกาะลังกาวี ระหว่างการเดินทางบนเรือ ก็จะมีหนังให้ผู้โดยสารทุกคนได้ดูกันค่ะ เพื่อไม่ทำให้การเดินทางดูน่าเบือ พวกเราก็เดินไปสำรวจบนเรือกันค่ะอันดับแรกเลยค่ะก็ไปสำรวจห้องน้ำบนเรือนะค่ะ 10.41 น. ถึงเกาะลังกาวีแล้ว ค่ะ Welcome to langkawi เวลา ที่มาเลเซียจะเร็วกว่าบ้านเรา1 ชั่วโมงนะค่ะ เวลา 11.41 น. มองไปอีกมุมจากท่าเทียบเรือฯจะเห็นจตุรัสอินทรี สัญญลักษณ์ของเมืองลังกาวี 11.53 น. กำลังตรวจพาสปอร์ตตรวจคนเข้าเมืองค่ะ หลังตรวจลงตราหนังสือเดินทาง จากช่องผู้โดยสารขาเข้า... ออกมาด้านนอกก็จะเห็นอาคารอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน 7 และร้าน KFC มีช่องขายตั๋วโดยสารเรือกับเคาน์เตอร์ทัวร์บริการ สามารถสอบถามเช่ารถได้แถวนี้คะ บริเวณลานจอด... จะมีรถของชาวมาเลเซียมาเช่าแต่ต้องผ่านเคาน์เตอร์บริษัทฯตามกฎหมายมาเลย์ สามารถต่อรองตกลงกันได้ตามความพอใจ ก่อนไปลงเอยด้วยการจ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์ตามธรรมเนียม พร้อมค่ามัดจำประมาณ 50 ริงกิต มีเรื่องรถเช่าเมาท์ต่ออีกนิด.. ราคาน้ำมันที่นี่ไม่แพง เพียงลิตรละ 19 บาท ต้องจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้วเติมเอง ไม่มีบริกร แต่สิ่งที่อยากเตือน.. อย่าเติมมาก!! ประเมินเอาแค่พอใช้ตามจำนวนวันพักและเที่ยว12.18 น. พวกเราก็เช่ารถตู้กันคันหนึ่ง ต่อจากนั้นก็เดินทางขึ้นรถตู้ไปยังโรงแรมหลังจากได้ห้องของตัวเองแล้วก็แยกย้ายเข้าห้องเก็บสัมภาระ 12.30 น. เดินทางออกจากโรงแรมเพื่อที่จะไปรับประทานอาการเที่ยงกันหลังจากนั้นก็ขับรถมาที่ Kuah town เพราะอยากหาอะไรกิน และก็อยากรู้ว่าพอเป็นวันธรรมดาแล้วเมืองนี้คึกคักแค่ไหน เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่เงียบสงบมาก ๆ (นึกว่าเมืองร้าง) ตอนขับผ่านโรงเรียนก็เห็นนักเรียนเต็มไปหมด น่าอิจฉาจัง แค่บ่ายโมงก็เลิกเรียนแล้ว นักเรียนไทยเรียนกันจนถึงเย็น อาหารมาเลเซีย มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้สมุนไพร เครื่องเทศ พริก มีรสเผ็ด และมักจะใช้ผงกะหรี่ คนมาเลเซียชอบทานอาหารที่มีผงกะหรี่และไม่มีใครปฏิเสธอาหารที่มีกะหรี่ สมุนไพรที่นำมาประกอบอาหารนอกจากสมุนไพรท้องถิ่นซึ่งมีอยู่มากมาย บางครั้งยังมีการรวมสมุนไพรหลายชนิดเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีกลิ่นหอม มักใช้ในการผัดข้าว อาหารมาเลเซียส่วนใหญ่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารมุสลิม เพราะไม่ใช้เนื้อหมู และไม่ใส่ไวน์ เนื้อสัตว์ที่นิยมรับประทานกันจึงเป็น เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อแกะ และ อาหารทะเล และภูมิภาคของมาเลเซีย อาหารจะมีลักษณะเฉพาะต่างกัน คล้ายกับอาหารไทย โดยจะใช้กะทิกับอาหารเกือบทุกอย่าง ข้าว เป็นอาหารจานหลักในทุกมื้อของอาหารมาเลเซียเหมือนอาหารไทย หลายคนเห็นหน้าตาอาหารมาเลเซียคล้ายกับอาหารอินเดีย แต่ อาหารอินเดียจะใช้กะทิเป็นส่วนผสมน้อยมาก ในอาหารมาเลเซียยังมีเครื่องจิ้มคล้ายน้ำพริกกะปิ เรียกว่า ซัมบัล (Sambal) ทำจากพริกป่น หัวหอมและน้ำมะขาม เป็นส่วนหนึ่งของสำรับอาหารของชาวมาเลเซีย นอกจากนี้ยังนิยมใช้ กะปิ ในการปรุงอาหารแทบทุกชนิดไม่ว่าจะผัดหรือแกง ลองมาดูสูตรอาหาร ในการรับประทานอาหารโดยทั่วไปคนอินเดียจะรับประทานด้วยมือ ไม่ใช้ช้อนส้อม แม้แต่อาหารประเภทน้ำ จำพวกแกงเผ็ด หรือซุบถั่วต่างๆ ก็เช่นกัน จะใช้แป้งขนมปัง เช่น นาน จาปาตี หรือโรตี ตักเข้าปากรับประทาน และการทานอาหารด้วยมือ ก็ถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ได้รสชาติดีกว่าการใช้ช้อนส้อม ซึ่งพวกเราก็ได้เห็นมาแล้วในวันนี้ ที่แปลกมากไม่เหมือนบ้านเราเลยคือ ที่นั่นเขาซื่อสัตย์จริงๆ ร้านข้าวแกงมีถาดอาหารวางไว้ มีอาหารให้เลือกประมาณ 20 - 30 คือเขาให้เราตักอาหารก่อนแล้วค่อยไปจ่ายเงิน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จพวกเราก็เดินทางขึ้นรถตู้ต่อ ซึ่งก่อนหน้าที่เราจะมาถึงร้านอาหารเราได้แวะกันไป ตำนานพระนางเลือดขาว "พระนางมัสสุหรี" (Mahsuri) ซึ่งตอนแรกก็ว่าจะเข้าแต่เห็นด้วยว่าราคามันแพง แล้วด้วยความหิวข้าวพวกเราเลยไม่ได้แวะเข้าไปข้างใน เวลา 14.20 น. หลังจากนั้นเราก็แวะไปที่ Petronas Quay หรือท่าเรือเปโตรนาส ตั้งอยู่ติดกับสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาส ใครจะเดินทางไปCable Car ก็จะต้องผ่านปั๊มน้ำมันแห่งนี้ หากดูเผินๆเหมือนจะเป็นปั๊มธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่มันเป็นปั๊มที่ออกแบบได้สวยงามเอามากๆเลย ในความเห็นเรานิ เป็นปั๊มที่มีครบทั้ง KFC ธนาคาร ร้านมินิมาร์ท เรียกว่าเป็นปั๊มน้ำมันที่สวยที่สุดที่เราเคยเห็นในชีวิตเลยก็ว่าได้นะ (แต่เราไม่เคยไปทางยุโรป อเมริกา ท่านอื่นอาจเคยเห็นปั๊มสวยกว่านี้ก็ได้) ปั๊มแห่งนี้ยังเป็นท่าเทียบเรืออีกด้วย โดยเรียกท่าเทียบเรือแห่งนี้ว่า Petronas Quay รรยากาศนึกว่าอยู่ในยุโรป หรืออเมริกาเลยนะเนี่ย...ที่ปั๊มแห่งนี้คงไม่ได้ถูกบรรจุในโปรแกรมทัวร์ที่ไหน แต่ถ้าท่านใดขับรถเที่ยวเอง และจะไปCable Car ลองแวะถ่ายรูที่ปั๊มนี้ก็คุ้มค่าที่จะแวะคะ 14.54 น. ไปขึ้นCable car กันดีกว่าค่ะ ค่าขึ้น Cable car 30 ริงกิต กระเช้าลอยฟ้า Langkawi Cable Car ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมยอดนิยม เพื่อชมวิวอันน่าตื่นตาจุดหมายปลายทาง คือ กระเช้าที่โยงขึ้นไปยังบนยอด Gunung Mat Chinchang คือโดยส่วนตัว แล้วเราเป็นคนกลัวความสูง แต่วันนั้นที่ไหนๆ เราก็เดินทางมาถึงที่ลังกาวีแล้วจะไม่ขึ้นก็กลัวเสียเที่ยว จะหาว่ามาไม่ถึงลังกาวี ดันใจกล้าขึ้นไปกับเพื่อนๆ และอาจารย์กับพี่เชน บอกได้เลยว่าสติแทบแตก บอกไม่ถูก โดยเฉพาะช่วงที่เกือบถึงยอดแรก ทั้งนาน ทั้งชัน ทั้งเสียว หูเริ่มอื้อ ต้องออกจากกระเช้าตรงสถานีแรกมายืนสูดหายใจ จากนั้นจึงขึ้นต่อไปช่วงที่สองจนถึงยอดสูงสุด . นี่เป็นหมู่บ้าน Oriental Village ด้านล่างตรงสถานีทางขึ้นคะ เป็นร้านขายของต่าง ๆ ตรงนี้จะมองเห็นน้ำตก หลังจากขึ้น Cable Car เสร็จเรา ก็ไปดูหนัง 6มิติ 6D Cinemption in langkawi แล้วหลังจากนั้นก็เดินทางออกจากcable car ก็ไปต่อที่หาดทรายดำกันเลย หาดก็เป็นสีดำจริง ๆ ตอนแรกนึกว่าหาดทรายสกปรก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะ เป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ทำให้หาดทรายเป็นสีดำ ลองจับดูแล้วละเอียดและนุ่มเหมือนหาดทรายปกติทั่วไปนั่นแหละ หลังจากนั้น ก็ขับรถผ่าน Bird Park นับว่าเป็นสวนนกเล็ก ๆ ที่ก็โอเคทีเดียว เราก็มุ่งหน้าเดินทางกลับโรงแรมเนื่องจากวันนี้ก็เดินทางเหนื่อยมาทั้งวันแล้วยังไม่ได้พักผ่อนกันเลย อาจารย์ก็เหนื่อย เมื่อยล้าแล้ว พวกเราทุกคนจึงเดินทางกลับโรงแรมกัน พอถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันเข้าห้อง หลังจากนั้น น้ำมีข่าวร้ายจะบอก น้ำลืมไดอารี่ไว้บนรถตู้ของมาเลเซีย พอนึกขึ้นได้ก็สายไปแล้วเนื่องจากตอนนี้อยู่บนห้องพักกันแล้ว โรงแรมที่เราเลือกพักนี่เป็นโรงแรมระดับชาวบ้านๆ ทั่วๆไป พอตกเย็นพวกเราก็เดินทางไปเที่ยว Night market ก็เหมือนตลาดนัดบ้านเรา มีกระเป๋า มีเสื้อผ้า เดินไปเดินมาซักพักก็เริ่มหิวอีก ก็เลยซื้อ Fried Hokkien Mee ราคา 2.5 ริงกิต แล้วก็ซื้อไก่ทอด ราคา ตกอยู่ที่ 3 ริงกิต ระหว่างการเดินเลือกซื้อของในตลาดพ่อค้าแม่ค้าที่นั่นก็ทักทายเราเป็นภาษาไทยด้วยอย่างเป็นมิตรค่ะ ก็หลังจากเดินดูของกินแล้วพวกเรา ก็ไปเดินในเมืองก็ไป duty free หัวข้อสำคัญที่หลายคนคงสนใจ มาลังกาวีหลายคนคงตั้งใจมาช้อปปิ้งเพราะที่ลังกาวีเป็นเมืองปลอดภาษีคะ ไม่เฉพาะคนไทย คนมาเลเซียเองในวันหยุดก็มาลังกาวีเพื่อช้อปปิ้งเช่นเดียวกับเราๆท่านๆนี่แหละค่ะ พวกเราเองก็เป็นนักช้อปปิ้ง แต่จากที่ไปมาพอจะรวบรวมมาให้ได้นิดๆหน่อยๆว่าไปลังกาวีจะซื้ออะไรดี ช็อคโกแลต อันดับแรกเลยที่ฮอตฮิตในหมู่นักช้อปชาวไทย คือ ช็อคโกแลต สารพัดยี่ห้อคะ Tobleron, Hershey’s,Whittaker’s,Cadbury’s,M&M,Kinder มีหมดคะ ที่ลังกาวีจะเป็นสวรรค์ของคุณเลยทีเดียว ถ้าถามเรื่องราคาว่าถูกไหม ก็คงถูกกว่าบ้านเราล่ะค่ะ แต่ถูกกว่ามากไหม คิดว่าไม่มากเท่าไร (คอช็อคโกแลตน่าจะตอบได้ดีกว่า) เช่น Tobleron ไซส์ไหนจำไม่ได้ ซื้อที่ลังกาวี 3.9 ริงกิต บ้านเราขาย 42 บาท ก็ถูกกว่าไม่มากคะ อาจจะมีช็อคโกแลตบางประเภทที่หาซื้อบ้านเราไม่ได้ แต่ที่นี่มีหมดคะ Whittaker’s เห็นเพื่อนที่ไปด้วยบอกว่ายี่ห้อนี้อร่อยมากๆ Cadbuty's 9.9 ริงกิต หรือประมาณ 99 บาทต่อชิ้น ซื้อสามแถมหนึ่งคะ ถูกไหมคะ... ชุดเครื่องครัวทั้งหลาย ยี่ห้อที่คุ้นๆที่เคยเห็นตามห้างเมืองไทย เช่น จานชามของ Luminarc, ชุดเครื่องครัวกระทะ Tefal เซ็ตชุดน้ำชา สวยดีนะคะ ราคาเซ็ตละ 79.50 ริงกิต หรือ 795 บาทไทย แพงไหมคะ เราไม่รู้นะ ไม่เคยซื้อเหมือนกัน ก็หลังจากซื้อของที่บริเวณละแวกนั้นเสร็จแล้วเราก็เดินทางในเวลา 20.30 (เดินด้วยเท่านี่แหละค่ะ) เดินกลับโรงแรม กันค่ะ ก็รีบกลับค่ะ เพราะอาจารย์นัดประชุมประจำวันนี้ค่ะ พอกลับมาถึงโรงแรมก็ไม่ลืมที่จะซื้อน้ำเปล่า 3 ขวด ขวดใหญ่เลยค่ะ ก็ตกอยู่ที่ ราคาขวดละ 2.1 ริงกิตค่ะ ก็ราคาแพงกว่าบ้านเราอีกค่ะหลังจากนั้นพวกเราก็นั่งพูดคุย และก็กินอาหารที่ซื้อกันมากินกันจากตลาดนัดวันนี้ค่ะ ก็สนุกสนานเฮฮา เสียงอาจจะดังและรบกวนห้องข้างๆ แน่ๆ ค่ะ(ห้องอาจารย์)555+ แล้วหลังจากนั้นเราก็ทราบข่าวดีจากอาจารย์ วันนี้ไม่มีประชุม แต่จะมีงานให้ทำก่อนนอน คือ เขียนสรุปการเดินทางประวันนี้ ให้ทุกกลุ่มทำส่งค่ะ หลังจากทำงานส่งอาจารย์เสร็จเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องนอน ก็แบตมือถือหมดค่ะก็จะชาตแบตแต่โชคร้ายค่ะไม่สารมารถเสียบที่ชาตแบตกับปลั๊คไฟของที่โรงแรมได้ค่ะ ความกว้างของปลั๊คที่นั่นมันกว้างกว่าปลั๊คที่บ้านเรา เพราะฉะนั้นวันนั้นก็เลยอดถ่ายรูปเลย เนื่องจากระบบไฟฟ้าประเทศมาเลเซียมีระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 240 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ซ และใช้ปลั๊กไฟแบบสามขาแบน ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวประสงค์จะนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปใช้ที่มาเลเซีย ควรพก Adapter ไปด้วย ค่ะตัวอย่างปลั๊กไฟและตัวแปลงที่ใช้กับปลั๊กไฟในมาเลเซีย ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางในวันนี้พวกเราก็เลยนอนหลับในเวลา 00.21 น. คะ วันพฤหัส ที่ 24 มกราคม 2556 สวัสดียามเช้าของวันที่สี่ ของการเดินทางค่ะ หลังจากที่เมื่อคืนเรานอนดึกไปหน่อย ก็เลยตื่นสายหน่อยค่ะ ก็ตื่น 8.00 น. หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็เดินทางไปกินข้าวกันละแวกๆ ในตัวเมืองค่ะ ก็แถวๆ Duty free ค่ะ ก็ละแวกนั้นก็จะเป็นร้านอาหารก็จะมีหลากหลายเมนูให้เลือกกัน ดีใจมากค่ะพ่อค่ะแม่ค้าตรงบริเวณนั้นพูดไทยได้ค่ะ เราก็ไม่รู้จะกินอะไรกันดีก็สั่งข้าวหน้าหมูกรอบกันไป แล้วก็ชาดำเย็น หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็เดินทางกลับโรงแรม ระหว่างเดินทางพวกเราก็เก็บรายละเอียดระหว่างทางการใช้ชีวิตของคนที่นี่ คนที่นี่เขาขับรถน่ากลัวนะค่ะ ขับเร็วมากเลยก็ต้องระมัดระวังอย่างมากในการข้ามถนนค่ะ แต่สิ่งที่คนไทยต้องยอมรับกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทย ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับประเทศมาเลเซีย คนไทยแม้จะรู้ภาษาอังกฤษ แต่ยังขาดทักษะในการสื่อสาร พูดง่ายๆ ก็คือ สถาบันการศึกษาในประเทศไทย สอนให้เด็กท่องจำภาษาอังกฤษเพื่อสอบมากกว่าการนำไปใช้จริง หลังจากนั้นก็เดินทางมาถึงโรงแรม พวกเราก็เตรียมเก็บสัมภาระเตรียมตัวออกเดินทางจากโรงแรมเพื่อเตรียมตัวที่จะเดินทางไปขึ้นเรือเพื่อที่จะข้ามฝั่งกลับประเทศไทยบ้านเราค่ะ เวลา 10.30 น. ออกจากโรงแรมเดินทางไปยังท่าเรือ 10.40 น. ระหว่างเดินลงจากรถ ก็กำลังจะข้ามถนนจะเดินไปถ่ายรูปที่นกอินทรีย์ยักษ์ อยู่ๆ ก็มีรถตู้มาบีบแตรใส่อาจารย์กับเราก็เดินเข้าไปหารถตู้คันนั้น แล้วก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง เพราะรถตูคนนั้นคือรถตู้คันที่เราเคยเช่าไปเที่ยว Cable Car กัน คนขับรถก็ยื่นสมุดจดบันทึกการเดินทางของเราเองและปากกาคืน ด้วยความที่เราตกใจและดีใจก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณคนขับรถ ก็รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้เจอสมุดไดอารี่ เพราะมันสำคัญกับน้ำมากเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างน้ำได้บันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่การเดินทางจากลพบุรีสู่ลังกาวีก็หลังจากนั้นพวกเราทุกคนก็ไปถ่าบรูปที่นกอินทรีย์ยักษ์ก็คือสัญลักษณ์ของลังกาวี อยู่ใกล้ๆท่าเรือชนิดเดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ใครมาลังกาวีทางเรือ จะเห็นนกอินทรีย์ยักษ์ ตั้งตระหง่านริมทะเลทุกคนครับ และแทบทุกคนเช่นกัน มาถึงลังกาวีก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับ นกอินทรีย์ยักษ์ ตัวนี้ที่ริมทะเลแวะถ่ายรูปกันที่ท่าเรือ หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็ซื้อตั๋วขึ้นเรือ Ferri เพื่อเดินทางกลับไทยกันหลังจากซื้อเสร็จพวกเราก็แวะซื้อของที่ Jetti Point ท่าเรือเฟอร์รี่ ที่มาจากท่าเรือตำมะลังสตูล,Penang,Kuala Perlis,Kuala Kedah หากใครมาเที่ยวลังกาวี ทางเรือ ก็จะมาขึ้นที่ท่าเรือนี้ทุกคนคะ ท่าเรือแห่งนี้ นอกจากเป็นประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว แล้วยังเป็นแหล่งรวบรวมร้านค้าดิวตี้ฟรีไว้หลายร้าน สำหรับช้อปปิ้งทิ้งท้ายก่อนออกจากลังกาวี,มีฟาสต์ฟู้ด เช่น KFC,Big Apple โดนัทแสนอร่อย,ร้านกาแฟสตาร์บั๊คก็อยู่ที่ท่าเรือแห่งนี้ทั้งสิ้น ร้านดิวตี้ฟรี ที่ท่าเรือ Jetty Point เรียกว่าก่อนออกจากประเทศ ยังมีที่ให้เดินช้อปกันอย่างจุใจเลยทีเดียวที่ท่าเรือแห่งนี้ยังมีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดให้เลือกกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เช่น ที่ร้านโดนัทแสนอร่อย Big Apple ที่หลายคนชอบเหลือเกิน หลังจากแวะซื้อของฝากเสร็จพวกเราก็เดินทางตรวจพาสปอร์ตคนเข้าเมือง ก็หลังจากนั้นก็ขึ้นเรือเตรียมเดินทางกลับค่ะ 13.10 น. เรือออกเดินทางจากเกาะลังกาวี Good bye Langkawi ก็ขากลับขึ้นเรือนี่ต่างจากขามาอย่างมากค่ะ เนื่องจา ขากลับเจอคลื่นและด้วยความที่หิวข้าวกลางวันด้วยค่ะพวกเราก็ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันเลย ก็เลยทำให้เวียนหัว ก็เลยหลับไปบนเรือ เวลา 13.16 ถึงประเทศไทยแล้วค่ะ เวลาในไทยนะค่ะตอนนี้ 13.54 น. ก็หลังจากที่ตรวจพาสปอร์ตเสร็จพวกเราก็แลกเงินไทยกลับกันค่ะ หลังจากนั้นก็ขึ้นรถตู้เดินทางกลับกันค่ะก็จุดมุ่งหมายในวันนี้คือโรงแรมแก้วสมุยรีสอร์ทของ จ.สุราษฎร์ธานีก็ด้วยความหิวข้าวตลอดทางแล้วท้องก็ว่างมากค่ะ เลยทำให้เกิดอาการเวียนหัวเล็กน้อย ก็ภาวนาให้ถึงที่โรงแรมแก้วสมุยเร็วๆไวเลยค่ะ ก็ เวลา14.36 เดินทางมาถึง จ. สงขลา ก็ตอนนี้ก็พยายามหาแวะหาปั๊มซึ่งตลอดระยะเวลาที่เดินทางก็ยังไม่เจอปั๊มไหนเลยเพราะหายากมากก็เลยต้องใช้เวลาในการค้นหา เวลา 15.03 น. ถึง จ. พัทลุง ต่อมาจากขับรถวนหาปั๊มมาตั้งนานก็เจอปั๊มแล้วค่ะก็ เวลา 16.00 น. พวกเราไม่รอช้าก็แวะซื้ออาหารในเซเว่นค่ะ ก็งานนี้ต้องขอบคุณเซเว่นนะค่ะที่ทำให้พวกเราได้มีชีวิตอยู่ในการเดินทางต่อไปได้ค่ะ ก็พอซื้อของกินเสร็จก็นั่งกินบริเวณสนามหญ้าข้างๆ รถตู้เลยค่ะ คือ ณ ตอนนี้ไม่ห่วงอะไรแล้วค่ะห่วงแต่ชีวิตอย่างเดียว 16.36 น.หลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถเดินทางต่อในเวลา 16.36 น. ถึง จ.นครศรีธรรมราช หลังจากกินอิ่มหนังตาก็หย่อนเลยขอหลับไปสักงีบ ก็ตื่นมาอีกทีเวลาประมาณ 17. 55 น. ถึงจ. จ.สุราษฎร์ธานี ก็ตอนนี้ก็กำลังเดินทางไปยังโรงแรมแก้วสมุยก็ถึงโรงแรมในเวลาประมาณเวลา 19.04 น. หลังจากได้ที่พักกันแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้องนำสัมภาระไปเก็บกันค่ะ โรงแรมแก้วสมุยเป็นโรงแรมที่อยู่ในระดับดีที่สุดเท่าที่4 วันนี้ในการเดินทางก็หลังจากนั้นก็เดินทางขึ้นรถตู้ต่อเพื่อนที่จะไปรับประทานอาหารเย็นกันก็อาจารย์ก็ให้โอกาสพวกเราโดยการทิ้งพวกเราไว้ที่ centralplaza ก็เปิดโอกาสให้พวกเราได้เที่ยวห้างของที่นี่ พวกเราก็ตัดสินใจเลือกกินข้าวกันที่ Yayoi ค่ะ หลังจากกินเสร็จก็เดินทางกลับโรงแรมก็พอถึงโรงแรม อาจารย์ก็มอบหมายงานให้พวกเราทำก่อนนอน หลังจากนั้นก็เสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน พวกเราก็เข้านอนกันค่ะเนื่องจากวันนี้เหนื่อยเมื่อยล้ากันมาทั้งวันเลยทำให้นอนเร็วกว่าปกติ วันศุกร์ ที่ 25 มกราคม 2556 สวัสดียามเช้าของวันที่ห้า วันสุดท้ายของการเดินทาง ตอนนี้พวกเราก็อยู่ที่โรงแรม แก้วสมุยนะค่ะก็ไม่อยากตื่นเลยหลับสบายบรรยากาศดีมากเลยค่ะก็หลังจากทำกิจวัตรประจำวันเสร็จพวกเราก็ลงไปรับประทานอาหารกันในวลา 07.00 ที่ห้องอาหารชั้นล่างของโรงแรม โดยจะได้รับคูปอง เพื่อใช้ในการรับประทานอาหารก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์ ก็จะมีทั้งขนมไทย ขนมปัง อาหารไทย อาหารเจ กาแฟ เครื่องดื่ม ก็หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเวลาประมาณ 08.00 น. ขึ้นรถเดินทางออกจากโรงแรมแก้วสมุย แล้วก็ถึงจ.ชุมพรในเวลา 08.50 น. ขับไปเรื่อยๆเจอ OTOP คือไข่เค็มไชยา 11.04 น. แวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม และก็เข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นก็ขึ้นรถตู้เดินทางต่อ เวลา 11.59 น. เดินทางถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ปั๊มก็อาหารที่พวกเราก็จะเป็นข้าวหมูกรอบ ก็หลังจากทานเสร็จก็เดินทางขึ้นรถต่อในเวลา 13.37 น. ต่อมา เวลา14.40 น. แวะซื้อของฝากที่ร้านแม่กิมลั้ง จ. เพชรบุรี หลังจากซื้อเสร็จก็ขึ้นรถเดินทางต่อในเวลา 15.11 น. ถึง จ.ราชบุรี 16.10 น. ถึงจ.นครปฐม น้ำมัน ก็ตลอดระยะเวลาการเดินทางในวันนี้ก็สนุกสนาน ก่อนจะถึง จ.ลพบุรี อาจารย์ก็ให้พวกเราทุกคนสรุปและแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของการเดินทางในครั้งนี้ 16.30 ถึง จ.สุพรรณบุรี แวะเข้าปั๊มเข้าห้องน้ำและเติมน้ำมัน เวลา 18.20 น. เดินทางมาถึง จ.ลพบุรี ก็สรุปได้ว่าการเดินทางในครั้งนี้ได้สอนอะไรได้หลายอย่าง ทำให้เราได้รับประสบการณ์มากขึ้น ได้เรียนรู้มากขึ้น ได้นำภาษาอังกฤษที่ได้เรียน มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเดินทาง การเดินทางในครั้งนี้พวกเราก็ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้นอกสถานที่ ขอขอบคุณ ดร.อาจารย์ ปรีชา สุขเกษม ที่คอยดูแลพวกเรา คอยสอนพวกเรา พาพวกเรามาเรียนรู้ศึกษานอกสถานที่ในครั้งนี้ และขอขอบคุณพี่เชน ที่เป็นฝ่ายขอประสานงาน คอยช่วยเหลือดูแลพวกเราตลอดระยะเวลาการเดินทาง คอยแนะนำ แนะแนวพวกเรา และที่สำคัญขอขอบคุณ คุณลุงชัติ ที่ขับรถให้พวกเราบอกได้เลยว่าเป็นหน้าที่ที่ รับบทหนักที่สุดประมวลผลได้ว่าได้ใช้เวลาทั้งหมดในการเดินทางบนรถตู้ 36 – 37 ชั่วโมงได้ ใช้ระยะทางในการเดินทางในครั้งนี้ ประมาณ 3,000 กว่ากิโลเมตร ซึ่งลุงชัติได้ทำหน้าที่นี้ได้ดีตลอดมา และสุดท้ายขอขอบคุณพวกเรา เพื่อนๆ International English program ปี1 ทุกๆคน การเดินทางในครั้งนี้ทำให้พวกเราจากที่ไม่ค่อยสนิทกันมากเท่าไหร่ ได้ทำให้พวกเราได้รู้จักกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น การเดินทางที่แสนพิเศษในครั้งนี้พวกเราทุกคนจะไม่มีวันลืมเลยค่ะ จะเก็บไว้เป็นประสบการณ์ความทรงจำของพวกเราตลอดไปค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น